รายการบล็อกของฉัน

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2559

บทที่ 1 ปรัชญาและอุดมการณ์ในการพัฒนาตนเอง

บทที่ 1 ปรัชญาและอุดมการณ์ในการพัฒนาตนเอง

       การพัฒนาตน (Personal Development) เป็นการเพิ่มขีดความสามารถ ขยายความเฉลียวฉลาด สติปัญญาเพื่อให้มีความก้าวหน้าในชีวิตส่วนตัวและการทำงาน ให้ชีวิตมีความหมายและความพึงพอใจ อาจจะพัฒนาโดยตนเองนำตนเอง หรือมีคนอื่นมานำให้พัฒนาด้วยการให้การกระตุ้นจูงใจ ให้สนับสนุน แต่ในตอนท้ายที่สุดก็คือเพิ่มความสามารถให้แก่ตน
        การรู้จักตน
ผู้มีการพัฒนาตนต้องรู้จักตน วิเคราะห์ตนเองให้เห็นชัดว่าตนเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไรเป็นเป้าหมายของชีวิต พิจารณาว่าจะนำตนไปสู่จุดหมายของชีวิตได้อย่างไร ต้องเผชิญสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม การรู้จักตนเองจังเป็นรากฐานแห่งการนำชีวิตไปสู้จุดหมายได้อย่างราบเรียบ
1. ความแตกต่างของคน  คนเราแตกต่างกันประการแรกโดยพันธุกรรมเป็นลักษณ์ที่ถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ เช่น สูงต่ำดำขาว ประการที่สองคือสภาพแวดล้อม เกิดจากผลกระทบที่ผ่านเข้ามาทางประสาทรับรู้ คือ หู ตา จมูก ลิ้น กาย การควบคุมจิตใจคนเป็นเครื่องมือส่งเสริมหรือสกัดกั้นความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของคน ทำให้คนแตกต่างกัน
2. การพัฒนาตนเกิดจากการรู้จักตนเอง เป็นการเข้าใจในตนเอง รู้จักอุปนิสัยใจคอ มีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ยินดีกับความสำเร็จ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึก
3. ความสมดุลระหว่างชีวิต การงานและสังคม คนต้องพัฒนาชีวิตทั้งหกด้านควบคู่กันไปให้สมดุลกัน คือ สุขภาพและร่างกาย สติปัญญาและการศึกษา การเงินและอาชีพ ครอบครัวและบ้านเรือน จริยธรรมและจิตวิญาณ สังคมและวัฒนธรรม
ปรัชญาและอุดมการณ์ในการพัฒนาตนเอง
เป้าหมายในการพัฒนาตนเองจึงเป็นการปรับปรุงผลิตภาพส่วนตัว คือทำงานได้ผลผลิตมากกว่าปัจจัยนำเข้า เนื่องจากผลิตภาพส่วนตัวของผู้ปฏิบัติงานมีผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ผลิตภาพเกิดจากความมีประสิทธิผล ความมีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำงานได้ตามเป้าหมาย รู้จักใช้นวัตกรรม
เจตคติ (Attitude) คือ ความรู้สึก ท่าทีที่แสดงออก เจตคติส่งผลต่อการปฏิบิติงานบางคนมีเจตคติบวกมากกว่าคนอื่น บางคนมีเจตคติทางลบมากกว่าคนอื่น ทำอย่างไรจึงคงมีเจตคติบวก คือ แสดงออก มีท่าที มีความรู้สึกที่ดีต่อผู้ติดต่อสัมพันธ์
การตั้งเป้าหมาย คือ ความพยามยามในเรื่องที่ถูกกำหนดไว้ว่าจะทำเพื่อให้ประสบสำเร็จ การตั้งเป้าหมายเปรียบเหมือนเส้นชัยและการฟันฝ่าอุปสรรค

บทที่ 2 ผลิตภาพ

บทที่ 2 ผลิตภาพ
     ผลิตภาพ (Productivity) คือ ประสิทธิภาพในการผลิต วัดจากผลผลิตที่ได้มาจากการใช้ปัจจัยการผลิตไปในช่วงระยะเวลาหนึ่งสามารถหาได้จาก อัตตราส่วนของปัจจัยนำออก หารด้วยปัจจัยนำเข้า ซึ่งการผลิตสิ้นค้า และบริการได้มาจากการแปรทรัพยากรการผลิต กล่าวว่าหากสามารถแปรสภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ผลผลิตที่ได้ก็จะมีปริมาณคุณภาพ และมูลค่าเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพของการผลิตสามารถดำเนินการได้ 2 วิธี คือ
      1. การลดปัจจัยเข้าขณะที่ผลผลิตยังคงเดิม
      2. การเพิ่มผลผลิตขณะที่ปัจจัยนำเข้ายังเท่าเดิม
ประเภทของการวัดผลิตภาพ
                1. การวัดผลิตภาพแบบปัจจัยเดี่ยว (Single factor productivity) เป็นการแสดงสัดส่วนของการใช้ทรัพยากร (ปัจจัยนำเข้า) หนึ่งอย่าง เพื่อการผลิตหรือบริการ (ปัจจัยนำออก) ดังสมการต่อไปนี

           ผลิตภาพ (Productivity) =หน่วยของผลผลิตที่ผลิตได้ (Units produced)/ปัจจัยนำเข้าที่ใช้ (Input Used)

                2. การวัดผลิตภาพแบบพหุปัจจัย (Multifactor productivity) เป็นการแสดงสัดส่วนของการใช้ทรัพยากร (ปัจจัยนำเข้า) หลายอย่าง หรือทั้งหมดทุก ๆ ปัจจัย ได้แก่ แรงงาน วัตถุดิบ พลังงาน ทุน ฯลฯ เพื่อการผลิตสินค้าหรือบริการ (ปัจจัยนำออก) ดังสมการต่อไปนี้

         ผลิตภาพ (Productivity)=  ผลผลิต (Out put)/(แรงงาน +วัตถุดิบ + พลังงาน + ทุน + อื่น ๆ)

 

บทที่ 3 คุณภาพ

บทที่ 3 คุณภาพ

“คุณภาพ (Quality)” ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคุณภาพหลายท่านได้ให้ความหมายซึ่งพอสรุปได้ดังต่อไปนี้ คือ เป็นการดำเนินงานให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ต้องการ โดยคำนึงถึงการสร้างความพอใจให้กับลูกค้า และมีต้นทุนการดำเนินงานที่เหมาะสม
      1. ลักษณะของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ (Quality in Goods)
         - การปฏิบัติงานได้ (Performance) ผลิตภัณฑ์ต้องสามารถใช้งานได้ตามหน้าที่ที่กำหนดไว้
         - ความสวยงาม (Aesthetics) ผลิตภัณฑ์ต้องมีรูปร่าง ผิวสัมผัส กลิ่น รสชาติ และสีสันที่ดึงดูดใจลูกค้า
         - คุณสมบัติพิเศษ (Special Features) ผลิตภัณฑ์ควรมีลักษณะพิเศษที่โดดเด่นแตกต่างจากผู้อื่น
         - ความสอดคล้อง (Conformance) ผลิตภัณฑ์ควรใช้งานได้ตามที่ลูกค้าคาดหวังไว้
         - ความปลอดภัย (Safety) ผลิตภัณฑ์ควรมีความเสี่ยงอันตรายในการใช้น้อยที่สุด
         - ความเชื่อถือได้ (Reliabity) ผลิตภัณฑ์ควรใช้งานได้อย่างสม่ำเสมอ
         - ความคงทน (Durability) ผลิตภัณฑ์ควรมีอายุการใช้งานที่ยาวนานในระดับหนึ่ง
         - คุณค่าที่รับรู้ (Perceived Quality) ผลิตภัณฑ์ควรสร้างความประทับใจ และมีภาพพจน์ที่ดีในสายตาลูกค้า
         - การบริการหลังการขาย (Service after Sale) ธุรกิจควรมีการบริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องทำให้สินค้าสามารถคงคุณสมบัติหรือหน้าที่การงานที่สมบูรณ์ต่อไปได้ รวมทั้งบริการในการรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้าเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ด้วย
      2. ลักษณะของบริการที่มีคุณภาพดี (Quality in Services) 
         - ความเชื่อถือได้ (Reliability) การบริหารสามารถให้บริการได้อย่างสม่ำเสมอ
         - ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ (Responsiveness) ตรงตามความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
         - ความสามารถ (Competence) พนักงานที่ให้บริการจะต้องมีทักษะและความรู้เพื่อปฏิบัติในการบริการ
         - ความสุภาพ (Courtesy) พนักงานผู้ให้บริการจะต้องมีมารยาทที่ดี เป็นมิตร และอ่อนน้อม
         - ความน่าไว้วางใจ (Credibity) ผู้ให้บริการจะต้องเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์, ความน่าไว้ใจและน่าเชื่อถือ
         - ความปลอดภัย (Security) การบริการจะต้องมีความปลอดภัย ไม่มีความเสี่ยง
         - ความเข้าถึง (Access) การบริการควรจะง่ายต่อการติดต่อ
         - การติดต่อสื่อสาร (Communication) การบริการควรจะสามารถให้ข้อมูลเมื่อลูกค้าต้องการหรือสอบถาม
         - ความเข้าใจในตัวลูกค้า (Understanding the Customer) การเข้าใจลักษณะเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน
      3. ทัศนะคติของลูกค้าในแง่ของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดี
         - ผลิตภัณฑ์สามารถใช้งานได้ดีตามรายละเอียดทางวิศวกรรม (Specification) ที่ระบุไว้
         - ผลิตภัณฑ์คุ้มค่ากับเงินหรือราคาที่ลูกค้าจ่ายเพื่อจะได้ผลิตภัณฑ์นั้นมา
         - ผลิตภัณฑ์เหมาะสมกับการใช้งานตามวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ โดยมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อมด้วย
         - ผลิตภัณฑ์มีการบริการประกอบเพื่อความสะดวกของลูกค้า หรือเพื่อรักษาสภาพที่สมบูรณ์ของสินค้าให้คงอยู่ในช่วงระยะเวลาการใช้งานได้ตลอด
         - ผลิตภัณฑ์สร้างความภาคภูมิใจ ความประทับใจให้แก่ผู้ใช้
      4. ทัศนคติของลูกค้าในแง่ของผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ดี
สำหรับ ผู้ผลิต คุณภาพที่ดี หมายถึง 
         - การผลิตให้ถูกต้องตั้งแต่แรก
         - การผลิตที่มีระดับของของเสียอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และเป็น Zero Defect ซึ่งหมายถึงไม่มีของเสียจากการผลิตเลย
         - การผลิตตามตัวแปรที่ต้องการอย่างถูกต้อง ไม่เบี่ยงเบนจากมาตรฐานที่ตั้งไว้
         - การผลิตที่มีระดับต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ลูกค้าที่มีความต้องการสามารถซื้อผลิตภัณฑ์ในระดับราคาที่ยอมรับได้

บทที่ 4 ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน

บทที่ 4 ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน

ประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผล
             ในการทำงานใดก็แล้วแต่มักมีการกำหนดวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายว่าเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล  แต่ยังมีหลายคนสับสนกับคำว่าประสิทธิภาพ และประสิทธิผล แตกต่างกันอย่างไร  การทำงานที่ประสบผลสำเร็จวัดได้จากประสิทธิภาพหรือประสิทธิผล  เป็นข้อสงสัยที่ได้ยินมาเสมอ  ๆ ความแตกต่างระหว่างประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพื่อความเข้าใจ จึงพอสรุปได้ว่า

             ประสิทธิภาพ(Efficiency ) หมายถึง กระบวนการดำเนินงานที่มีลักษณะดังนี้
             1. ประหยัด  (Economy)ได้แก่  ประหยัดต้นทุน(Cost)   ประหยัดทรัพยากร (Resources)  และประหยัดเวลา (Time)       
             2. เสร็จทันตามกำหนดเวลา  (Speed) 
             3. คุณภาพ (Quality)  โดยพิจารณาทั้งกระบวนการตั้งแต่ปัจจัยนำเข้า (Input) หรือวัตถุดิบ มีการคัดสรรอย่างดีมีกระบวนการดำเนินงาน กระบวนการผลิต(Process)ที่ดี  และมีผลผลิต (Output) ที่ดี    

             ดังนั้น  การมีประสิทธิภาพจึงต้องพิจารณากระบวนการดำเนินงานว่า ประหยัด รวดเร็ว มีคุณภาพของงานซึ่งเป็นกระบวนการดำเนินงานทั้งหมด

             ประสิทธิผล  (Effective ) หมายถึง  ผลสำเร็จของงานที่เป็นไปตามความมุ่งหวัง (Purpose) ที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์  (Objective) หรือเป้าหมาย  (Goal)  และเป้าหมายเฉพาะ  (Target)  ซึ่งประกอบด้วย
             1.  เป้าหมายเชิงปริมาณ  จะกำหนดชนิดประเภทและจำนวนของผลผลิต  สุดท้ายต้องการที่ได้รับเมื่อการดำเนินงานเสร็จสิ้นลง
             2.  เป้าหมายเชิงคุณภาพ  จะแสดงถึงคุณค่าของผลผลิตที่ได้รับจากการดำเนินงานนั้น  ๆ
             3.  มุ่งเน้นที่จุดสิ้นสุดของกิจกรรมหรือการดำเนินงานว่าได้ผลตามที่ตั้งไว้หรือไม่                        
             4.  มีตัวชี้วัด (Indicator) ที่ชัดเจน

บทที่ 5 การตั้งเป้าหมายและประสิทธิผลในการทำงาน

บทที่ 5 การตั้งเป้าหมายและประสิทธิผลในการทำงาน
เป้าหมาย (Goal)
   เป้าหมาย คือ การระบุถึงผลงานที่สามารถจะวัดได้เป็นระดับ หรือ จำนวนหน่วยวัดที่ต้องการให้เกิดขึ้น
   เป้าหมายเป็นเครื่องชี้ทิศทาง เป็นเสาหลักที่บอกความสำเร็จและความก้าวหน้าของชีวิตและการทำงาน คนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน ปฎิบัติตามขั้นตอน มานะ ฝ่าฟันจนสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

TEAM WORK
หัวใจแห่งการทำงานเป็นทีม
    ในฤดูใบไม้ร่วง ฝูงห่านจะบินมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ โดยจะบินร่วมกันในลักษณะตัว “ V ” ซึ่งสามารถอธิบายพฤติกรรมของฝูงห่านได้อย่างชัดเจนตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่มีบางสิ่งบางอย่างที่มนุษย์เราน่าจะศึกษาถึงสัญชาติญาณดังกล่าว เพื่อจะเรียนรู้และปรับใช้ในการดำรงชีวิตของตนเองได้อย่างมีคุณค่าแท้จริง
การที่ทุกคนมีวัตถุประสงค์ หรือมีเป้าหมายเดียวกัน เราสามารถไปถึงจุดหมายได้เร็วขึ้น ถ้าเรารวมพลังเป็นหนึ่งเดียว โดยการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน
    1.ในขณะที่ห่านตัวหนึ่ง กระพือปีก ห่านที่บินตามมา จะได้รับแรงช่วยเหลือให้ยกตัวได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการบินเพิ่มขึ้นถึง 76% มากกว่าการที่ห่านจะบินเดี่ยว ตัวเดียว 
เปรียบเสมือนหัวใจของการทำงานร่วมกันคือ.....การที่เรามีแนวคิดไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมใจกันทำงานอย่างเต็มใจ มีความสมัครสมานสามัคคี เป็นการประสานพลังเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดียิ่งขึ้น
    2.เมื่อห่านตัวที่บินนำฝูงรู้สึกเหนื่อย มันจะถอยไปข้างหลัง เพื่อให้ห่านตัวอื่นบินขึ้นมาแทนที่
เปรียบเสมือนหัวใจของการทำงานร่วมกันคือ...การสลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่ร่วมกันรับผิดชอบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือทดแทนกันได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ทำให้เกิดความสมดุลในทีมงาน
   3. ฝูงห่านที่บินอยู่ข้างหลังมักจะส่งเสียงร้องให้กำลังใจห่านที่บินไปข้างหน้า เพื่อช่วยรักษาระดับความเร็วให้คงที่ต่อไป
เปรียบเสมือนหัวใจของการทำงานร่วมกัน คือ....ส่งเสริม กระตุ้นให้เกิดการทำงานโดยมุ่งถึงประโยชน์ส่วนรวม สร้างแรงจูงใจ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน อย่างสม่ำเสมอ
   4. ท้ายที่สุด หากว่าห่านตัวใดตัวหนึ่งเกิดเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ ไม่สามารถบินร่วมไปกับฝูงได้ จะต้องมีห่านตัวอื่นอย่างน้อยหนึ่งตัวที่จะบินตามลงมา เพื่อช่วยเหลือปกป้องดูแล จนกระทั่งห่านตัวนั้นหายดีหรือว่าเสียชีวิตลงไปแล้ว จึงจะบินตามไปเข้าฝูงของตัวเองต่อไป
เปรียบเสมือนหัวใจของการทำงานร่วมกันคือ...การเอื้ออาทรต่อกัน มีความรักความเมตตาต่อผู้อื่น ดูแลซึ่งกันและกันด้วยความจริงใจ

  ● TEAMWORKING

- T (Trust) คือ ความไว้วางใจ ความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นของคนแต่ละคนที่มีต่อตนเองและผู้อื่น เช่น หัวหน้าทีมต้องเชื่อมั่นว่าสมาชิกสามารถที่จะทำงานให้บรรลุผลตามเป้าหมายได้
- E (Endurance) คือ ความอดทน สมาชิกในทีมต้องมีความอดทน และอดกลั้นต่อปัญหาที่เกิดจาก ความคิดเห็นและนิสัยใจคอที่แตกต่างกัน
- A (Accountability and Accuracy) คือ ความมีเหตุผลและความถูกต้อง หัวหน้าทีมต้องยึดหลักการของเหตุผล มีความถูกต้องเที่ยงตรงและยุติธรรม
- M (Management) คือ การบริหารจัดการ ต้องมีความนโยบายที่ชัดเจน เป็นจริงและปฏิบัติได้ รวมทั้งมีการบริหารคน บริหารเงิน และบริหารกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
- W (Willingness) คือ มีความเต็มใจในการทำงานร่วมกัน พร้อมที่จะทุ่มเทความสามารถ เสียสละ และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
- O (Orientation) คือ การแนะนำให้สมาชิกในทีมมีความรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ หรือ เป้าหมายของการทำงานและเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนเอง
- R (Respect and Reliability) คือ การยอมรับนับถือและความน่าเชื่อถือ ทุกคนต้องเคารพในสิทธิและยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน
- K (Knowledge) คือ การเลือกคนที่มีความรู้และความชำนาญมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเหมาะสม
- I (Intelligence) คือ การแสดงศักยภาพและความสามารถอย่างเต็มที่
- N (Nurturance) คือ ความเมตตากรุณา
- G (Generosity) คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน

บทที่ 6 เจตคติ ค่านิยม วัฒนธรรมองค์การ

บทที่ 6 เจตคติ ค่านิยมและ วัฒนธรรมองค์การ
ความหมายของเจตคติ
        เจตคติ เป็นวิธีสื่ออารมณ์ความรู้สึกต่อคนอื่น เมื่อมองด้านบวกและคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะเผชิญความสำเร็จ จะส่งเจตคติทางบวกออกไปคนรับก็จะตอบรับอย่างชื่นชมเมื่อมองด้านลบและคาดการณ์เลวร้ายก็มักส่งเจตคติด้านลบออกไปคนรับจะพยายามหลีกห่างเจตคติเป็นสิ่งที่อยู่ในสมองเจตคติเป็นชุดความคิดเป็นทางที่คนมองสิ่งต่างๆทางความคิดแล้วแสดงความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบต่อบุคคล วัตถุ ความคิดหรือเหตุการณ์ต่างๆ เจตคติ เป็นตัวการทำให้คนแสดงพฤติกรรมดังนั้นการเจ้าใจเรื่องเจตคติทำให้สามารถเข้าใจและรู้ท่าทีพฤติกรรมของคนได้
องค์ประกอบของเจตคติ
          1. องค์ประกอบด้วย
                   1.1 ด้านความรู้ความเข้าใจ เป็นความรู้หรือความเชื่อมั่นอันเป็นผลมาจากประสบการณ์ จากการเรียนรู้
                   1.2 ด้านอารมณ์และความรู้สึก เป็นการแสดงความรู้สึกสภาพอารมณ์ ความนึกคิด หรือความรู้สึกอันได้จากการประเมินสิ่งที่ได้เรียนรู้มา
                   1.3 ด้านพฤติกรรม คือ แนวโน้มของคนที่จะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหรือปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนชอบหรือไม่ชอบ พอใจ ไม่พอใจ อันเป็นผลมาจากความรู้ ความรู้สึกนึกคิด
          2. ที่มาของเจตคติ
                   2.1 จากประสบการณ์ต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด
                   2.2 จากการเรียนรู้ เช่น การเรียน การอบรมสั่งสอน หรือกระบวนการขัดเกลาทางสังคม
                   2.3 จากการเลียนแบบผู้อื่น เช่น ทำตามผู้ที่ตนเคารพนับถือ หรือคนที่ตนยอมรับ โดยอาจทำให้เป็นคนที่น่ารักสำหรับคนนั้น
          3. เจตคติมีหน้าที่ทำอะไร
                   3.1 หน้าที่เป็นเครื่องมือ ปรับเปลี่ยน ใช้ประโยชน์ เกิดจาการที่คนต้องการได้รับรางวัล หลีกเลี่ยงการลงโทษ
                   3.2 ทำหน้าที่ปกป้องอัตตาของตน เมื่อคนได้รับข่าวสารข้อมูล หรือเผชิญเหตุการณ์ที่มีลักษณะคุกคาม จะใช้กลไกป้องกันตน
                   3.3 หน้าที่แสดงออกซึ่งค่านิยม เป็นการแสดงถึงประเภทของตน ที่คิดว่าคนเป็น เช่น นักประชาธิปไตย นักเสรีนิยม ฯลฯ
                   3.4 หน้าที่ด้านความรู้ โดยทั่วไป คนจะแสดงหาความรู้ เพื่อช่วยอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่ สลับซับซ้อนรอบตัว
          4. ประโยชน์ของเจตคติ
                   4.1 กระตุ้นความกระตือรือร้น
                   4.2 เพิ่มพูนความคิดริเริ่ม
                   4.3 เป็นเหตุให้สิ่งที่ดีเกิดขึ้น
          5. ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเจตคติ
                   5.1 คลื่นสภาพแวดล้อม เช่น การถดถอยทางการเงิน ความป่วยไข้ ความเศร้าเสียใจ
                   5.2 ปัญหาภาพลักษณ์ตนเอง มักเป็นเครื่องแสดงความรู้สึกของตน ถ้ารู้สึกอ้วนหรือไม่ชอบใจเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย จะเกิดภาพลักษณ์ทางลบ บางทีอาจเป็นสัญญาณถึงความจำเป็นต้องปรับปรุงตัว
                   5.3 ลอยตามกระแสลม บางครั้งเจตคติของเราก็ลบไปตามสิ่งต่าง ๆ แม้ส่วนตัวจะเป็นไปด้วยดีก็ตาม เราอยู่ในโลกของข่าวร้าย เราต้องรู้เท่ากัน ไม่ล่องลอยไปตามกระแสลม
การปรับเจตคติ
         เนื่องจาก คนมีแนวโน้มมีเจตคติด้านลบจึงต้องมีการปรับเจตคติของตนเสมอเพื่อผดุงเจตคติด้านบวกในการปรับเจตคติมี 8 วิธี คือ แผ่นพลิก เล่นด้านชนะ คงความเรียบง่าย สร้างเกาะกำบัง ให้เจตคติบวกกับคนอื่นมองดูตัวเองดีขึ้นยอมรับสภาพร่างกายมีส่วนเชื่อมและกระจ่างชัดภารกิจตน

การมองภาพ
       คือการใช้ภาพจริง ภาพถ่าย หรือสัญลักษณ์ หรือภาพในความคิดให้เห็นภาพรางวัลแห่งความสำเร็จ ความสำเร็จตามเป้าหมายหรือภาพที่ต้องการให้เกิดขึ้นจริงอาจใช้ภาพถ่ายจากนิตยสาร หนังสือพิมพ์ ใบปลิว แผ่นพับ บรรยายสิ่งที่คุณต้องการได้ดำรงตำแหน่งที่นั้น เช่น
          1. อาคารองค์การสหประชาชาติ
          2. อาคารอันเป็นที่ตั้งของสำนักนายกรัฐมนตรี
          3. เห็นภาพตนเองสวมเสื้อผ้าชุดตำแหน่งนั้น หรือสวมครุยปริญญา
          4. นักบาสเกตบอลมองเห็นภาพตนเองโยนบอลลงห่วงทุกครั้ง
          5. นักมวยเห็นภาพตนเองชกคู่ต่อสู้ได้อย่างคล่องแคล่ว ตรงชัด
          การมองเห็นภาพหรือการใช้ภาพเพื่อให้มองเห็น ช่วยเป็นเครื่องกระตุ้นปลุกเร้าให้เกิดการกระทำไปสู่ความจริง นองจากนั้นยังอาจติดภาพที่ต้องการเป็นต้องการทำต้องการมีไว้ที่บอร์ดในบ้าน ที่ทำงาน เพื่อให้เตือนตน ติดภาพไว้ที่กระจกเงาเพื่อ4.ตัวขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จจะได้มองเห็นทุกบ่อยๆมองเห็นภาพในจินตภาพ ในสิ่งที่ได้รับความสำเร็จได้รับปริญญาได้รับรถยี่ห้อที่ใฝ่ฝันเมื่อมองภาพจะทำให้เกิดการกระทำอย่างเชื่อมั่นแล้วจะได้รับสิ่วที่ตั้งเป้าหมายไว้
ความหมายของค่านิยม
          ค่านิยม คือ สิ่งที่บุคคลยึดถือปฏิบัติเป็นรูปแบบของความเชื่อที่แต่ละคนยึดถือว่าควรจะปฏิบัติหรือไม่ควรปฏิบัติอย่างไรพิจารณาเลือกสรรแล้วว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าก็จะปฏิบัติหรือยกเว้นการปฏิบัติค่านิยมมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของบุคคลและยังเป็นสิ่งสำคัญขั้นพื้นฐานในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของบุคคล เพราะพฤติกรรมหรือการแสดงออกต่างๆของบุคคลย่อมขึ้นอยู่กับลักษณะค่านิยมที่บุคคลนั้นมีอยู่
กระบวนการเกิดการพัฒนา
          ค่านิยม เกิดจากการเรียนรู้ ประสบการณ์ตั้งแต่วัยเด็ก จากสิ่งแวดล้อมในบ้านจะรับเอาค่านิยมต่างๆ จากบิดามารดา บุคคลรอบๆ ตัว เมื่อเข้าโรงเรียนก็จะรับเอาค่านิยมจากโรงเรียนจากสถาบันทางสังคมอื่นๆ เช่น สโมสร วัดกลุ่มเพื่อนๆตลอดจนสื่อสารมวลชนต่างๆถ้าค่านิยมส่วนที่รับรู้ใหม่ๆซึ่งสามารถยึดเป็นมาตรฐานการดำเนินชีวิตของตนต่อไปกระบวนการเกิดค่านิยมว่าเกิดจากความรู้สึกแล้ววิวัฒน์ไปจนเป็นการปฏิบัติ ได้แก่
          1. ความรู้สึก
          2. ความคิดเห็น
          3. การติดต่อสื่อสารและการถ่ายทอด
          4. การเลือกเชื่อและเกิดศรัทธา
          5. การปฏิบัติ
ความหมายของวัฒนธรรมองค์การ
          วัฒนธรรม ซึ่งเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตที่กำหนดบทบาทและพฤติกรรมของมนุษย์ที่อยู่ที่ยู่ร่วมกันในสังคมหนึ่งๆนั้นมาสู่แบบแผนการดำเนินชีวิตในการทำงานของมนุษย์ที่ร่วมอยู่กันภายในองค์การ ซึ่งแบบแผนในด้านความคิดความเชื่อ ค่านิยม ที่บุคคลนั้นมีต่อองค์การ ผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานขององค์การ โดยเป็นตัวแทนของแบบแผนที่ซับซ้อนของความเชื่อและการแบ่งปันสิ่งที่คาดหวัง ประกอบด้วย
          1. การแสดงออกที่คล้ายคลึงกันของพฤติกรรมผู้ปฏิบัติงาน
          2. การกระจายบรรทัดฐานไปทั่วทั้งองค์การ
          3. มีค่านิยมขององค์การที่ยึดถือกันอย่างเหนียวแน่นหรือเข้มแข็ง
          4. มีการเน้นปรัชญาองค์การ

ทฤษฎีของดีลและเคเนดี้
          ดีล และ เคเนดี้ (Deal & Kenedy,1988) ได้สำรวจบริษัทหลายบริษัทและได้บ่งชี้วัฒนธรรมเป็นสี่ประเภท คือ วัฒนธรรมบึกบึน วัฒนธรรมทำหนัก/เล่นหนัก วัฒนธรรมเดิมพันองค์การ และวัฒนธรรมแบบกระบวนการวัฒนธรรมเหล่านี้ ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดของการเสี่ยงที่พ่วงกับกิจกรรมขององค์กาและความรวดเร็วของการตอบกลับที่ได้รับจากลูกค้า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนทั้งสองยอมรับว่าไม่มีองค์การใดที่จะเป็นแบบหนึ่งแบบใดไปทั้งหมดหลักใหญ่ใจความของการแบ่งเช่นนี้เพื่อให้ฝ่ายบริหารทราบว่าตนตระหนักวัฒนธรรมใดในองค์การ อย่างไรก็ตาม แท้ที่จริงแล้วไม่มีองค์การใดจะมีรูปแบบวัฒนธรรม รูปแบบหนึ่งใดโดยเฉพาะแต่จะมีวัฒนธรรมทั้ง 4 รูปแบบ คือ
          1. แผนกการตลาดจะมีวัฒนธรรมบึกบึน
          2. แผนกผลิต จะทำงานหนักสนุกสนาน
          3. แผนกวิจัยและพัฒนา จะมีวัฒนธรรมที่เสี่ยงสูง รู้ผลช้าส่วน
          4. แผนกบัญชีและการเงิน ต้องปฏิบัติทุกอย่างตามขั้นตอน

บทที่ 7 บุคลิกภาพ

บทที่ 7 บุคลิกภาพ
ความหมายของบุคลิกภาพ
         คำว่า “บุคลิกภาพ” เป็นคำที่ใช้กันแพร่หลายจนเกือบกล่าวได้ว่าแต่ละบุคคลที่ใช้คำว่า “บุคลิกภาพ” มีคำจำกัดความของตนเองเกี่ยวกับคำนี้ เช่น ถ้าจะถามคำถามโดยสุ่มตัวอย่างจากคนทั่วไปให้อธิบายคนที่มี “บุคลิกภาพดี” และคนที่มี “บุคลิกภาพไม่ดี” คือบุคคลอย่างไร จะได้คำตอบที่แตกต่างกัน สำหรับนักจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับ “บุคลิกภาพ” มีความจำเป็นที่จะใช้คำจำกัดความของคำว่าบุคลิกภาพที่ตนเองเลื่อมใสด้วย
      บุคลิกภาพ ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Personality มาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ Persona (Per + Sonar) ซึ่งหมายถึง Mask แปลว่าหน้ากากที่ตัวละครใช้สวมใส่ในการเล่นเป็นบทบาทแตกต่างกันไปตามได้รับ
ความหมายหรือคำจำกัดความของคำว่า “บุคลิกภาพ” ที่ยอมรับโดยทั่วไป คือคุณลักษณะ ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลแสดงออกโดยพฤติกรรมที่บุคคลนั้นมีต่อสิ่งแวดล้อมที่ตนกำลังเผชิญอยู่ และพฤติกรรมนี้จะคงเส้นคงวาพอสมควร
ความสำคัญของบุคลิกภาพ
       บุคลิกภาพเป็นส่วนสำคัญของมนุษย์ในการที่จะช่วยส่งเสริมหรือขัดขวางความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การทำงาน การเข้าสังคม (โสภา ชูพิกุลชัย ชปีลมันน์ 2544) แม้ว่า ความรู้ความสามารถ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงาน แต่ไม่ใช่ทั้งหมด การยอมรับของสังคมนั้นต้องมีส่วนประกอบที่สำคัญนั้นคือ บุคลิกภาพ (วรวรรณา จิลลานนท์ 2546) ดังนั้น บุคลิกภาพ จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลและเกี่ยวข้องกับการประสบความสำเร็จ สถาบันราชภัฎเทพสตรี (2543) ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพของ “คนเก่ง” ว่าจะต้องประกอบด้วย 3 ประการได้แก่
     1. เก่งตน หมายถึง เป็นผู้ที่ชอบศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันโลก ทันคน โดยเริ่มจากพัฒนาตนเองก่อน ประกอบด้วย
          •ทางกาย : รูปร่าง พัฒนาให้ดีขึ้นโดยใช้การแต่งกายช่วยลดหรือเสริมจุดเด่น จุดด้อย หน้าตาสดชื่นแจ่มใสสะอาด เข้มแข็งแต่ไม่กระด้าง อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ
           •ทางวาจา : การพูดดีมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ พูดแต่ดี มีประโยชน์ ผู้ฟังชอบ และทุกคนปลอดภัย คิดก่อนพูด
            •ทางใจ : มีความมั่นใจในตนเอง กระตือรือร้น มีความอดทน มีความพยายาม มีเหตุผล การมีสมรรถภาพในการจำ และมีความคิดสร้างสรรค์
       2. เก่งคน หมายถึง มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี
       3. เก่งงาน หมายถึง ผู้ที่รักงาน ขยันทำงาน และรู้วิธีทำงาน
       กิติมาพร ชูโชติ (2544) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของบุคลิกภาพ ที่ส่งผลต่อ ความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บุคลิกภาพของบุคคลที่จะเป็นผู้นำว่า “เป็นปัจจัยที่สำคัญในการบริหารที่จะทำให้ องค์การทำงานสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะวิธีการบริหารของผู้นำนั้นเกิดจาก พฤติกรรมส่วนตัวของผู้นำเป็นสำคัญ ไม่ใช่เกิดจากอำนาจที่เป็นทางการ และส่งผลให้คนเชื่อและทำตาม” โดยได้เสนอแนะบุคลิกภาพของ “ผู้นำในอนาคต” ที่ต้องการประสบความสำเร็จว่า ต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ ประกอบด้วย
      1.ยืนหยัด คือ การที่ไม่ยอมเสียจุดยืน เสียความมั่นใจของตนเอง มีเหตุผลและการใช้วิจารณญาณของตนเอง
      2.ยืดหยุ่น คือ การรู้จักผ่อนปรนตามสถานการณ์เพื่อให้การปฏิบัติการบรรลุตามเป้าหมาย
      3.ยินยอม คือ การรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ประนีประนอม
      4.ยิ้มแย้ม คือ สามารถยิ้มรับสถานการณ์ได้ทุกรูปแบบ แสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม
      5.ยกย่อง คือ การรู้จักยกย่องผู้อื่นด้วยความจริงใจ
บุคลิกภาพของบุคคลประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ ดังนี้
        •ด้านกายภาพ หมายถึง รูปร่างหน้าตา ทรวดทรง ท่าทาง การแต่งกาย การเดิน เป็นต้น บุคลิกภาพด้านกายภาพนี้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นได้
        •ด้านวาจา หมายถึง การใช้ถ้อยคำ น้ำเสียง ซึ่งผู้อื่นจะรับรู้ได้โดยการฟัง ลักษณะต่าง ๆ สะท้อน บุคลิกภาพด้านนี้เช่น การพูดไม่เข้าหูคน การพูดจากระโชกโฮกฮาก การพูดจาน่าฟัง เป็นต้น บุคลิกภาพทางวาจาที่ดีย่อมหมายถึงการพูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล น่าฟังเป็นมิตร และได้สาระ
        •ด้านสติปัญญา หมายถึง ความสามารถทางการคิดด้านปัญหา ไหวพริบ ความสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม คิดเป็น รู้จักคิด คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี แสดงออกหรือสนองตอบผู้อื่นได้อย่าง “ทันกัน” และ “ทันกาล”
         •ด้านอารมณ์ หมายถึง การมีอารมณ์ดี คงเส้นคงวา ไม่วู่วามเอาแต่อารมณ์ ฉุนเฉียว โกรธง่าย หรือบางคนมีอารมณ์ร่าเริงมากกว่าอารมณ์อื่น หรือบางคน เครียด เศร้า ขุ่นมัว หม่นหมองอยู่เสมอ
         •ด้านความสนใจและเจตคติ แต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป บางคนไม่สนใจการเมือง ซึ่งบางคนมีความสนใจหลากหลายไม่สนใจเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว
         •ด้านการปรับตัว มีผลต่อลักษณะของบุคลิกภาพ ถ้าใช้แบบที่ดีมีพฤติกรรมที่เหมาะสม สังคมยอมรับ จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ตรงกันข้ามถ้าปรับตัวไม่ดีวางตัวในสังคมไม่เหมาะสม ย่อมมีผลเสียต่อบุคลิกด้านอื่น ๆ ไปด้วย
แบบของบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์
      แฮรี่ สแต็ค ซันลิแวน (Harry Stack Sullivan) ได้อธิบายบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์ โดยระบุสาเหตุของบุคลิกภาพที่เป็นปัญหาไว้ 6 ประเภทคือ
     1.ประเภทหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง บุคคลประเภทนี้มักจะท้อแท้ มีความเจ็บแค้นในใจ ผิดหวังง่าย และคิดว่าตนถูกเข้าใจผิดเสมอ เพราะว่าบุคคลประเภทนี้ผิดหวังในสัมพันธภาพระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น
     2.ประเภทไม่สุงสิงกับใคร บุคคลประเภทนี้มักมีความรู้สึกว่าทำบุญกับใครไม่ขึ้น มักจะน้อยใจ สาเหตุแห่งบุคลิกภาพนี้ อาจจะเป็นเพราะไม่ได้รับความรักเหมือนไม่มีใครรักในวัยเด็ก ผลจึงสืบเนื่องมาจนถึงวัยอื่น ๆ ต่อ ๆ มา
     3.ประเภทต้องพึ่งพาคนอื่น บุคคลประเภทนี้มักจะไม่มีความคิดเป็นของตนเอง คอยปฏิบัติตามคำแนะนำของคนอื่น ต้องยึดหรือพึ่งพาคนอื่นเป็นหลัก สาเหตุอาจเป็นผลต่อการเลี้ยงดูของบิดามารดาที่แสดงอำนาจเหนือเด็กตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กและวัยเยาว์
     4.ประเภทไม่เป็นมิตรกับใคร บุคคลประเภทนี้ไม่ประสงค์จะคบหาสมาคมกับใคร อารมณ์มักจะขุ่นมัว หงุดหงิด สาเหตุเป็นเพราะบิดามารดาเคี่ยวเข็ญและเอาใจใส่ดูแลบุตรธิดา เพื่อหวังจะให้ได้ดีมากเกินไป อีกทั้งบิดามารดามักจะไม่พอใจ และไม่สนใจเกี่ยวกับผลการกระทำ หรือผลงานใด ๆ ของบุตรธิดาของตน
     5.ประเภทชอบคัดค้าน บุคคลประเภทนี้ มักจะเถียง ชอบคัดค้าน สาเหตุเพราะชอบเรียกร้องความสนใจ เมื่อตนอยู่ในวัยเด็ก และเมื่อเจริญเติบโตขึ้น ก็ยังคงใช้วิธีการเดิมและมักจะใช้วิธีคัดค้าน เมื่อรู้สึกว่าความสุข ความปลอดภัยของตนนั้นกำลังถูกคุกคาม
     6.ประเภทรักร่วมเพศ บุคคลประเภทนี้มักจะมีการปรับตัวเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องเพศอย่างผิด ๆ เป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูที่บิดามารดาขาดสัมพันธภาพที่ดีกับบุตรธิดา ไม่สามารถให้ความอบอุ่นทางใจ ไม่สามารถสื่อความหมายเกี่ยวกับบทบาททางเพศของบุตร ธิดาได้อย่างถูกต้องชัดเจน อีกทั้งสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับเพศนั้น ๆ เป็นไปอย่างไม่เหมาะสม